สัมผัส ความมัน สนามแรก ที่ ราชมังคลากีฬาสถาน   19 - 20 พ.ค.นี้ ได้เลย ก่อนจะตระเวนแข่งทั่วประเทศ สร้างความสนุกสนานให้กับลูกค้าโตโยต้าทั่วไทย

มร.เคียวอิจิ ทานาดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ได้แถลงถึงการจัดกิจกรรม “โตโยต้า มอเตอร์ สปอร์ต 2012” ร่วมกับ นายกนกพันธ์ จุลเกษม     ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย นายสุเมธ สุวรรณพรหม คณะกรรมการกีฬายานยนต์   ราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และนายสนธยา คุณปลื้ม    ประธานจัดการแข่งขันรายการบางแสน ไทยแลนด์สปีดเฟสติวัล

จะว่าไปแล้ว บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ได้บุกเบิกวงการมอเตอร์สปอร์ตของไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2529 โดยเริ่มจากการสนับสนุนทีมแข่งในนาม Toyota team Thailand (ซึ่งในปัจจุบันนักแข่งในทีมส่วนใหญ่นั้นล้วนเป็นนักแข่งที่ก้าวขึ้นมา จากรายการ Toyota Motor Sport) ต่อมาจึงได้เริ่มจัดการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบรายการ One Make Race ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากจำนวนผู้เข้าชมที่แน่นขนัดทุกสนาม จากนั้นในปีพ.ศ.2548 โตโยต้าได้นำการแข่งขันไปจัดยังจังหวัดต่างๆทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อให้แฟนกีฬามอเตอร์สปอร์ตได้ติดตามชมการแข่งขันอย่างใกล้ชิด

 

สำหรับการแข่งขัน โตโยต้า มอเตอร์ สปอร์ต 2012   จะแบ่งเป็น

1.จัดการแข่งขันรถยนต์ 3 รายการ เพื่อสร้างการเริ่มต้นให้กับนักแข่งหน้าใหม่

วีออส วันเมคเรซ เลดี้คัพ   สำหรับนักแข่งสุภาพสตรี ที่ชื่นชอบกีฬามอเตอร์สปอร์ต

วีออส วันเมคเรซ   สำหรับนักแข่งมือใหม่

ยาริส วันเมคเรซ   สำหรับนักแข่งที่มีประสบการณ์ ซึ่งแชมป์และรองแชมป์ประจำปี จะได้สิทธิเข้าร่วมการแข่งขัน Netz Cup ที่ประเทศญี่ปุ่น และแชมป์ประจำปีจะได้เข้าร่วมกับ Toyota team Thailand ทีมแข่งระดับอาชีพ สำหรับการแข่งขันในฤดูกาลต่อไป 

2. สนับสนุนนักแข่ง เพื่อให้นักแข่งดาวรุ่ง ได้มีโอกาสก้าวเข้าสู่การแข่งขัน Toyota Racing School Team

รุ่นวีออส วันเมคเรซ เลดี้คัพ - “เอ้” อภิชญา พลเยี่ยม

- “โบนัส” สมหทัย เหรียญทอง

รุ่นวีออส วันเมคเรซ    - “โอม” ชยพล โยธา

รุ่นยาริส วันเมคเรซ    - “เอ็กซ์” สุพล ขำต้นวงษ์

Toyota Racing Star Team

รุ่นวีออส วันเมคเรซ เลดี้คัพ - “แอริน” สิริภรณ์  ยุกตะทัต

- “นาตาลี เดวิส”

รุ่นวีออส วันเมคเรซ    - “ต๊ะ” วริษฐ์ ทิพโกมุท

รุ่นยาริส วันเมคเรซ    - “ไผ่” พาทิศ พิสิฐกุล

3. สนับสนุนทีมแข่ง สนับสนุน Toyota team Thailand เข้าร่วมแข่งขันรายการ Super Car Thailand โดยนักแข่งในทีมส่วนใหญ่ได้ก้าวขึ้นมาจากรายการ Toyota Motor Sport

ผู้ดูแลทีมแข่ง  สุทธิพงษ์ สมิตชาติ

รุ่น Super 1500   Chen Jeng Hong (แชมป์ ยาริส วันเมคเรซ ปี 2011)

รุ่น Super 2000  พิษณุ ศิริมงคลเกษม (แชมป์ ยาริส วันเมคเรซ ปี 2009) และ

มานัต กุละปาลานนท์ (แชมป์ ยาริส วันเมคเรซ ปี 2006)

รุ่น Super Car  ณัฐวุฒิ เจริญสุขวัฒนะ และ ณัฐพงษ์ ห่อทองคำ

4. สนับสนุนการจัดแข่งขัน “ทรูวิชั่น-โตโยต้า จูเนียร์ โกคาร์ท เทรนนิ่ง” และ “ทรูวิชั่น- โตโยต้า จูเนียร์ โกคาร์ท แชมเปี้ยนชิพ” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 เพื่อสร้างพื้นฐานที่ดีให้กับนักแข่งตั้งแต่ระดับเยาวชนและส่งเสริมการใช้ เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

 

สัมผัสความตื่นเต้น สนุกสนาน กับToyota Motor Sport ทั้ง 6 สนาม

Ø     สนามที่ 1 19 - 20 พฤษภาคม  ราชมังคลากีฬาสถาน กรุงเทพมหานคร

Ø     สนามที่ 2  9 - 10 มิถุนายน   เซปัง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต มาเลเซีย

Ø     สนามที่ 3  21 - 22 กรกฎาคม บริเวณสวนสาธารณะสะพานหิน จ.ภูเก็ต

Ø     สนามที่ 4  1 – 2 กันยายน  สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จ.นครราชสีมา

Ø     สนามที่ 5 20 - 21 ตุลาคม   สนามกีฬาสมโภชน์เชียงใหม่ 700 ปี จ.เชียงใหม่

Ø     สนามที่ 6  14 - 16 ธันวาคม  ในงานบางแสนไทยแลนด์สปีดเฟสติวัล ริมหาดบางแสน จ.ชลบุรี

สำหรับ กิจกรรมโตโยต้า มอเตอร์สปอร์ต ในปีนี้ เป็นปีที่ โตโยต้า ได้ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยครบ 50 ปี จึงได้เตรียมกิจกรรมพิเศษ เพื่อสร้างความสุข สนุกสนานให้กับทุกคนในครอบครัว อาทิ การขับแสดงสมรรถนะของรถยนต์โตโยต้าหลากหลายรุ่น รวมถึงการนำรถยนต์ โตโยต้า 86 รถสปอร์ตขับเคลื่อนล้อหลังรุ่นใหม่ล่าสุดมาดริฟท์โชว์ให้ผู้ชมรอบสนามได้เห็นถึงสมรรถนะอันยอดเยี่ยม

New Toyota 86

นอกจากนี้ ยังจัดการแข่งขันรอบพิเศษ The Legend Show ที่นำ โตโยต้าสตาร์ทีมรุ่นแรกจนถึงรุ่นปัจจุบันมาแข่งขัน นำโดย เจ-เจตริน วรรธนะสิน / พีท ทองเจือ / อั๋น-ศิรคุปต์ เมทะนี / อ่ำ-อัมรินทร์ นิติพล / เรย์ แมคโดนัลด์ / กระแต-ศุภักษร ไชยมงคล และโตโยต้าสตาร์ ทีมรุ่นปัจจุบัน

ทั้งนี้ยังมีอีกหนึ่งกิจกรรมที่โตโยต้ามุ่งส่งเสริมมาโดยตลอด คือ กิจกรรมขับขี่ปลอดภัย ภายใต้โครงการถนนสีขาวเพื่อ ปลูกจิตสำนึกการขับขี่และการใช้รถใช้ถนนที่ดีให้แก่เด็กและเยาวชน ตลอดจนบุคคลทั่วไปอีกด้วย

By Posttoday

 

ลองขับ เลกซัส GS 250

posted on 03 May 2012 09:08 by car2hot  in Motor

สัปดาห์ นี้ ขอพาท่านผู้อ่านโลดแล่นไปกับยนตรกรรมหรูๆ อย่าง โตโยต้า เลกซัส GS 250 กันเสียหน่อยดีกว่า ว่าจะเลิศหรู สมกับแบรนด์ เลกซัส หรือเปล่า

โดย...นิธิ ท้วมประถม


เลกซัส GS 250

จะว่าไปแล้ว เจ้าเลกซัส ในตระกูล GS นี้ถือว่าเป็นโฉมใหม่ล่าสุด ที่มีคำจำกัดความว่า “The Mark of Supremacy” ซึ่งเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 4 ของเลกซัส GS ซึ่งเล็กซัส GS นั้นเป็นรถในแบบซีดาน หรือรถ 4 ประตู ที่เน้นความเป็นสปอร์ต ขับขี่สนุก แต่ต้องเต็มไปด้วยความหรูหรา ตามสไตล์ของเลกซัส

จะ ว่าไปแล้ว รถยนต์เล็กซัส ในตลาดเมืองไทย ก็ได้รับความนิยมจากบรรดาเศรษฐีกระเป๋าหนักไม่น้อยทีเดียว เห็นได้จากยอดขายปีที่แล้วที่ทำได้ถึง 622 คัน เติบโตมากถึง 185% เมื่อเทียบกับยอดขายเมื่อปี 53 แต่ก็ต้องยอมรับครับว่า “พระเอก” ของเลกซัส เมื่อปีที่แล้วคือ เลกซัส CT200h นั่นเอง
ส่วนในปีนี้ความร้อนแรงของ เลกซัส CT200h ก็ไม่ได้ลดน้อยลงเท่าไหร่ แต่โตโยต้า เองก็ต้องมี “ของใหม่” ลงมาให้วงการไฮโซ ได้ตื่นเต้นเล่นเสียหน่อย
นั่นก็คือการเปิดตัว เลกซัส ในตระกูล GS ถึง 3 รุ่นคือ รุ่น 250 ,350 และ พี่ใหญ่อย่าง 450h (ไฮบริด) นั่นเอง

ผม เองนั้นมีโอกาสได้ลองขับ น้องเล็กคนสุดท้องของ เลกซัสGS นั่นคือ รุ่น 250 ครับ เพราะเชื่อว่าน่าจะเป็นรุ่นที่หลายคนกำลังมองอยู่ เนื่องจากราคาค่าตัวที่ 4.59 ล้านบาท สำหรับรุ่น ลักซัวรี่ และ 4.99 สำหรับรุ่น F-SPORT พร้อมมูนรูฟ ก็ทำให้หลายคนมองได้เหมือนกัน

หน้า ตาของ เลกซัส GS 250 นั้นบอกได้คำเดียวว่า ดูแล้วน้ำลายไหล รถอะไรเท่จริงๆ งามมากครับ ให้ความรู้สึกถึงความสปอร์ต และหรูหรา ไปในตัว ดูดุจริงๆ

ความ โดดเด่นของหน้าตาเจ้า เลกซัส GS 250 ใหม่นี้ส่วนหนึ่งมาจากกระจังหน้าใหม่แบบ “Spindle Grill” ที่ถือเป็นการสะท้อนเอกลักษณ์ใหม่ของเลกซัส ไฟหน้ามาพร้อมกับไฟ Daytime Running Light ทรง L-Shape ที่ทำให้คุณเท่ ได้แม้ว่าจะขับในเวลากลางวัน

และ ที่ผมชอบอีกอย่างคือ แนวขอบประตูแบบ silling shot ที่ช่วยให้การเข้าออกห้องโดยสารทำได้ง่ายขึ้น ไม่เหมือนกับรูปร่างที่เป็นเหมือนรถสปอร์ต แล้วจะต้องมุดเข้ามุดออกตัวรถ

เปิด ประตูห้องโดยสารเข้าไปก็ต้องบอกว่า แพรวพราวตาเหลือเกิน อุปกรณ์ภายในต้องบอกว่าเป็นเหมือนเฟอร์นิเจอร์มากกว่าเป็นอุปกรณ์ภายในรถ โดยเฉพาะจอแสดงผลบริเวณคอนโซลกลางนั้นใหญ่โตอลังการเหลือเกิน เพราะมีขนาดใหญ่ถึง 12.3 นิ้ว ถือว่าใหญ่ที่สุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน ซึ่งจอนี้จะแสดงผลทั้งระบบนำทาง (เนวิเกเตอร์) จอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ วิทยุ และโทรศัพท์ด้วย

จอ ดูเท่มากครับ แต่น่าเสียดายคือการควบคุมระบบพวกนี้ครับ เพราะแป้นควบคุมนี้ใช้ระบบ Remote Touch Intreface (RTI) ซึ่งเป็นระบบที่ใช้ควบคุมการทำงานฟังก์ชั่นต่างๆ ด้วยแป้นแบนๆ รูปทรง 4 เหลี่ยม ซึ่งอยู่ด้านซ้ายข้างๆ คันเกียร์ ซึ่งเราต้องใช้นิ้วเลื่อนไปเลื่อนมาแบบเคอร์เซอร์ คอมพิวเตอร์ ครับ ซึ่งส่วนตัวผมแล้วต้องขอฝึกหน่อยครับ ยังไม่ชำนาญเลยไม่ค่อยถนัด เลยรู้สึกว่าใช้งานยากพอสมควร ไม่ชอบ ไม่ชอบ

นอกนั้นไม่มีปัญหาครับ ลองกดโน่นกดนี่ ปรับโน่นนิดนี่หน่อย ก็คุ้นแล้วครับ ไม่ซับซ้อนอะไรมากนักสบายๆ


อีกมุมภายใน เท่ๆ

เข้า ไปนั่งในห้องโดยสารของ เลกซัส GS 250 สบายจริงๆ กว้างเหมือนกันแฮ่ะทั้งๆที่ดูจากภายนอกแล้วคิดว่าเจ้า เลกซัส GS 250 จะค่อนข้างเล็ก เพราะดูสปอร์ตเหลือเกิน แต่เมื่อเข้ามาในห้องโดยสารแล้วไม่เล็กเลยครับ แม้ว่าความรู้สึกจะดูแคบๆ จากเบาะหนังสีดำ ที่ทำให้ดูทึบๆ ไปก็ตาม แต่เมื่อเข้าไปนั่งแล้วโอ่โถงไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นทั้งพื้นที่เหนือศรีษะสำหรับผู้โดยสารตอนหน้าที่สูงข้น 30 มม. ส่วนผู้โดยสารตอนหลังสูงขึ้น 20 มม.

นอก จากนี้ ยังไม่มีเสียงรบกวนอะไรเข้ามาให้รำคาญมากนัก เก็บเสียงดีมาก แถมเครื่องเสียงของเจ้านี่สุดยอดจริงๆ เสียงใสนิ้งๆ กับลำโพง 13 ตัว ที่ใส่มาเรียกว่าเพลิดเพลินกันตลอดการเดินทางไม่ว่าจะเป็นทางใกล้ ทางไกล เลยละครับ

มา ลองขับกันเลยดีกว่า แน่นอนรถระดับนี้แล้ว ไม่ต้องบิดกุญแจให้เสียบุคลิก กดปุ่มสตาร์ทแบบเท่ๆ ได้ เสียงเครื่อง 2.5 ลิตร แบบ 4GR-FSE 2.5L V6 DOHC VVT-I ครางเบาๆ ออกมาแล้วครับ โหมดการขับขี่แรกของผมกับเจ้า เลกซัส GS 250 นี้คือโหมด ECO หรือโหมดประหยัด ที่ทำให้การขับขี่ค่อนข้างจะสบายๆ แบบไปเรื่อยๆ

พวง มาลัยเบาสบายมือดีครับ ไม่ต้องออกแรงมากมายอะไรกับการหมุนพวงมาลัย เปลี่ยนเลนไปมา ไม่หน่วงมือเหมือนกับรถยุโรป อย่างบีเอ็มดับเบิลยู หรือ เมอร์เซเดส เบนซ์ ซึ่งน่าจะเป็นที่ถูกใจคอรถยนต์เมืองไทย ที่ชอบขับแบบสบายๆ อัตราเร่งในโหมดนี้ ชิล ชิล ครับ พอไปได้แต่ไม่หนักแน่นเท่าไหร่ เรียกได้ว่ามีบุคลิกของความเป็นผู้ดี อยู่สูงไม่น้อยทีเดียว

ลอง กดคันเร่งหนัก รถก็ไม่พุ่งไปแบบกระโชกโฮกฮากอะไร แต่เข็มความเร็วก็ขึ้นไปแบบเนียนๆ ครับไม่ต้องกลัวว่าจะเร่งแซง ไม่พ้นหรือไม่ทันใจ เหลือเฟือครับ

พอ เริ่มจะคุ้นเคยกับตัวรถสักพัก ผมเริ่มอยากรู้แล้วว่าม้าทั้ง 207 ตัวของ เลกซัส GS 250 จะเป็นม้าหนุ่มหรือม้าแก่ ก็เลยต้องขอปรับโหมดการขับเป็นโหมด Sport S+ ด้วยการเอื้อมมือมาที่คอนโซลกลาง ที่มีปุ่มทรงกลมขนาดใหญ่อยู่ใต้คันเกียร์ แล้วหมุนมาทางขวา 2 คลิ๊ก โหมดการขับขี่จะปรับเป็นโหมดสปอร์ต ที่มีบุคลิกดุดันทันที

เริ่ม ตั้งแต่หน้าจอแสดงผลแอลซีดี ที่ปรับสีเป็นสีแดง สร้างความรู้สึกคึกคักให้กับผู้ขับขี่ขึ้นมาทันที แถมด้วยเข็มขัดนิรภัยจะดึงกลับให้กระชับขึ้นไปอีก เหมือนเป็นการเตือนว่า

"เฮ้ยๆ..... กำลังจะซิ่งแล้วน่ะเฟ้ยยยย"

ขณะที่เครื่องยนต์ก็จะเปลี่ยนสไตล์เป็นดุดดันทันที รอบเครื่องยนต์ถูกดันขึ้นไปอยู่ในรอบสูงทันที เพื่อเรียกแรงบิดให้ออกมาเต็มที่
นอก จากรอบเครื่องที่ดีดสูงขึ้นมาแล้ว พวงมาลัย ก็หนักขึ้นมาทันตาเห็น รวมถึงช่วงล่างที่ถูกปรับให้เป็นสปอร์ตมากขึ้น นั้นคือกระด้างมากขึ้น แต่ก็แลกกับความหนึบของช่วงล่าง

เรียก ได้ว่า ตอนที่ผมปรับโหมดเป็นโหมดสปอร์ต ม้าทั้ง 207 ตัว ถูกเรียกใช้งานอย่างเต็มที่ และไม่แสดงอาการขี้เกียจให้เห็น รอบเครื่องยนต์ถูกลากไปเกือบ 7,000 รอบต่อนาที ถึงจะเปลี่ยนเป็นเกียร์ที่สูงขึ้น สนุกครับ บอกได้เลยกับความรู้สึกที่โลดแล่นไปกับยนตรกรรม ที่ “เอาอยู่” จริงๆ

ไม่ น่าเชื่อครับว่า เลกซัส GS 250 จะมี 2 บุคลิก ทั้งบุคลิก เรียบร้อยนุ่มลึก และ บุคลิก ที่แสนเร้าใจได้ เพียงแค่หมุนปลายนิ้วเท่านั้น

ชอบครับชอบ แต่ราคาเกินเอื้อมอย่างนี้ เห็นทีได้แค่ฝันเท่านั้นละครับ ที่จะได้ครอบครอง!!

Pic_257075

Lamborghini นำเสนอรถ SUV ต้นแบบที่ทรงประสิทธิภาพ เอกลักษณ์เฉพาะตัวจากการออกแบบและผสมผสานการขับขี่ที่มีประสิทธิภาพ ภายในที่ใช้นวัตกรรมคาร์บอนไฟเบอร์ เครื่องยนต์ 440 กิโลวัตต์ 600 แรงม้า เทคโนโลยีการออกแบบน้ำหนักเบา ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดไซด์ได้ดีที่สุดเมื่อเทียบกับรถ SUV รุ่นอื่น...

บริษัท Automobile Lamborghini S.p.A (ออโตโมบิลี แลมโบร์กินี) โชว์สุดยอดนวัตกรรมรถตระกูล SUV  ในงานปักกิ่งมอเตอร์โชว์ 2012 โดยรถต้นแบบที่ใช้ชื่อว่า “Urus” ถือเป็นรถในตระกูล SUV ที่สมบูรณ์แบบทั้งในด้านการออกแบบและการขับขี่ กระทิงเปลี่ยวต้นแบบแนวคิด Urus ถูกออกแบบมาให้มีลักษณะพิเศษ การตกแต่งภายในที่ก้าวล้ำน่าหลงใหล ประสิทธิภาพในการใช้งานบนความอเนกประสงค์ เหมาะกับการใช้ขับขี่เดินทาง

เครื่อง ยนต์ 440 กิโลวัตต์ 600 แรงม้า บวกความรู้ความสามารถของวิศวกรจาก Lamborghini เทคโนโลยีการออกแบบให้มีน้ำหนักเบา นับเป็นการการันตีถึงความสุดยอดในด้านการขับขี่ เจ้ากระทิง Urus ยังมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในอัตราที่น้อยมากเมื่อเทียบกับรถยนต์ SUV คันอื่นๆ ทั้งนี้ Concept Car Urus ยังตอบโจทย์คอนเซปต์ของรถประเภท SUV ประกอบด้วย ที่นั้งกว้างขวาง 4 ที่นั่ง พื้นที่ใช้สอยสำหรับเก็บสัมภาระ ความสูงใต้ท้องรถสามารถเปลี่ยนแปลงได้จากช่วงล่างแบบ Active และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อสมรรถนะสูง มอบประสบการณ์การขับขี่แบบไร้ขีดจำกัด การตกแต่งภายในเน้นความหรูหราบนรูปแบบของความทันสมัยล้ำอนาคต เป็นไปตามมาตรฐาน ผสมผสานกับเทคโนโลยีคาร์บอนไฟเบอร์ เช่นเดียวกับ เทคโนโลยีที่ได้เปิดเผยมาอย่าง
Forged Composite®

ใน ส่วนของตลาดรถหรู ประเภทขับเคลื่ิอนสี่ล้อ SUV ถือว่าประสบความสำเร็จไปทั่วโลก และยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องจากค่านิยมและความอเนกประสงค์ของมัน โดยรถ SUV ที่มีความหรูหรามีระดับ คือ รถสี่ประตูที่จะมาเติมเต็มความต้องการและประสบการณ์ให้กับผู้ขับขี่ สำหรับเจ้า Urus จะทำให้ Lamborghini สามารถนำมาใช้สอยเป็นรถภายในครอบครัว เป็นการขยายฐานลูกค้าของแบรนด์ให้กว้างขว้างยิ่งขึ้น สิ่งนี้เองจะช่วงดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่เป็นกลุ่มผู้ขับขี่รถสปอร์ตของ Lamborghini ที่มีรถ SUV ยี่ห้ออื่นๆ โดยตลาดเป้าหมายของเจ้า Urus นั้นได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี รัสเซีย ตะวันออกกลาง และจีน โดยอัตราการผลิตต่อปีอยู่ที่ประมาณ 3,000 คัน

“Urus เป็นรถต้นแบบสำหรับอนาคตของ Lamborghini ที่เป็นรูปธรรมอย่างมาก ถือเป็นโมเดลที่สาม และเป็นส่วนเติมเต็มที่สมบูรณ์ที่สุดให้กับรถสปอร์ตของเรา คำกล่าวโดย มร.สตีเฟ่น วินเคิ้ลแมน ประธานและเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ออโตโมบิลี แลมโบร์กินี “SUV แสดงถึง ความอิสระและความรู้สึก ซึ่ง SUV เป็นหนึ่งในประเภทของรถยนต์ที่ประสบความสำเร็จทั่วโลก และเจ้า Urus คือ รถยนต์ที่ตอบโจทย์ในรถประเภท SUV มากที่สุด นี่คือสุดยอดรถขับเคลื่อนสี่ล้อแห่งยุคอย่างแท้จริง

ระบบ การขับเคลื่อนสี่ล้อ ถือเป็นส่วนหนึ่งหรือเป็น DNA ของ Lamborghini แบนรด์ชั้นนำจาก โบโลญญ่า เจ้าของสัญลักษณ์กระทิงเปลี่ยวกล้าที่จะเริ่มต้นในตลาดรถ SUV ทั้งนี้ Lamborghini ได้สร้างสุดยอดรถ SUV ที่มีความหรูหรา และเป็นตำนานต่อจากรุ่น LM002 เมื่อได้มีการเปิดตัวรถระดับตำนานคันนี้ในปีพ.ศ. 2528 เจ้า LM002 ถือเป็นรถยนต์ SUV ที่ได้รับการปฏิวัติรูปแบบอย่างแท้จริง มันมีความสามารถในการขับขี่แบบอออฟโรด ด้วยเครื่องยนต์ 12 สูบ ขนาดกำลัง 450 แรงม้า ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การตกแต่งภายในสุดหรูหรา สร้างความตื่นตาตื่นใจเมื่อได้พบเห็น และเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายมากสำหรับวงการยนตกรรมในห้วงเวลานั้น เจ้า Lamborghini LM002 ทำการผลิตจนถึงปีพ.ศ. 2535 และถึงแม้จะมีอีกมากกว่า 300 คันที่ยังไม่ได้ผลิตก็ตาม และเจ้า LM002 ได้ถูกจัดให้เป็นรถประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ในส่วนของ Urus นักออกแบบและวิศวกรของ Lamborghini ได้สร้างสิ่งใหม่ให้กับอุตสหากรรมยานยนต์ สำหรับสิ่งที่รู้กันมาอย่างยาวนานของ Lamborghini คือ ชื่อของรถได้มาจากกระทิงป่า โดย Urus หรือที่รู้กันว่า Aurochs (วัวป่าออรอช) คือ ต้นตระกูลของวัวบ้านพันธุ์ต่างๆ จากซากดึกดำบรรพ์ วัวป่าออรอชมีขนาดที่สามารถวัดได้ถึงบริเวณหัวไหล่อยู่ที่ 1.8 เมตร วัวกระทิงสเปนพันธุ์แท้เมื่อประมาณ 500 ปีมาแล้ว มีรูปร่างลักษณะคล้ายคลึงกับวัวป่าออรอช

Urus ถือเป็นรถ SUV ของ Lamborghini โดยคอนเซปต์หรือแนวคิด คือ ดีไซน์และประสิทธิภาพ มอบประสบการณ์ในการขับขี่ที่สนุกสนาน สร้างคำจำกัดความใหม่และมาตราฐานใหม่ให้กับวงการรถ SUV แน่นอนว่า Lamborghini Urus มีพื้นที่มากพอสำหรับสี่คน และเพื่อที่ใช้สอยสำหรับเก็บสัมภาระหรือแม้แต่การไปช็อปปิ้ง ซึ่งเจ้า Urus เป็น Lamborghini ที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ หรือแม้แต่ใช้เป็นรถครอบครัว หรือไว้สำหรับไปท่องเที่ยวกับกลุ่มเพื่อน สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ความเป็น Lamborghini อย่างแท้จริง เจ้า Urus มีลักษณะพิเศษ ทรงพลัง แต่ไม่ดูใหญ่โตเทอะทะจนเกินไปเหมือน SUV บางรุ่น เจ้ากระทิงคันนี้ดูแข็งแรงกำยำ แฝงด้วยความสวยงาม ด้วยขนาดความยาว 4.99 เมตร ถือเป็นขนาดของรถ SUV ที่สมบูรณ์แบบที่สุด ในส่วนของความสูงอยู่ที่ 1.66 เมตร นั้นถือว่าต่ำกว่าคันอื่นๆในรถตระกูล SUV สำหรับความกว้างอยู่ที่ 1.99 เมตร Lamborghini Urus พร้อมมอบประสบการณ์ในการขับขี่ที่สมบูรณ์แบบที่สุด ในตลาดรถขับเคลื่ิอนสี่ล้อระดับสูง ประสิทธิภาพที่สำคัญของมันคือการขับขี่ ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นหัวใจหลักของ Lamborghini โดยมีกำลังสูงสุดอยู่ที่ 440 กิโลวัตถ์ หรือ 600 แรงม้า เป็นระบบขับเคลื่อนสี่ล้อตลอดเวลา พร้อมด้วยระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและโหมดการขับขี่สี่ระดับ

สิ่ง หนึ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือเครื่องยนต์ของ Lamborghini Urus สามารถเอาชนะคู่แข่งได้ทุกราย เมื่อนำเอามาเปรียบเทียบกันในเรื่องการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หนึ่งปัจจัยที่สำคัญคือ ตัวรถมีน้ำหนักเบา ซึ่งเจ้า Urus มีน้ำหนักเบากว่ารถ SUV คันอื่นๆ เป็นผลมาจากปรัชญาของ Lamborghini ในด้านการออกแบบและการคัดสรรวัสดุมาใช้ประกอบ เพื่อให้รถมีน้ำหนักเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยก้าวสำคัญที่ทำให้สิ่งนี้ประสบความสำเร็จคือ การผสมวัสดุเข้าด้วยกันอย่างชาญฉลาด สำหรับนำมาทำโครงสร้างและตัวรถ และนับเป็นครั้งแรกที่ได้มีออกแบบภายในห้องโดยสารให้มีน้ำหนักลดลง จากนวัตกรรมคาร์บอนไฟเบอร์ ที่บริษัท Lamborghini เป็นเจ้าของในความคิด และทำงานร่วมกันกับบริษัทผลิตอากาสยานชั้นนำอย่าง Boeing ในการพัฒนาวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์เพื่อนำมาใช้ทำเป็นโครงรถ

น้ำหนัก ที่เบา คือ เป็นสิ่งที่พึ่งกระทำอย่างแน่วแน่ มิใช่เพื่อลดการเผาผลาญเชื้อเพลิงเพียงเท่านั้น แต่ยังเพื่อการขับขี่และบังคับรถยนต์อีกด้วย Lamborghini Urus ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการรถ SUV จุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำและความสูงตัวถังรถ ที่สามารถผันแปรได้จากช่วงล่างแบบปรับระดับความสูง-ต่ำอัตโนมัติ คือ คำตอบ ทั้งนี้ Lamborghini มีชื่อเสียงโดดเด่นในด้านนวัตกรรม การนำมาปรับใช้ และด้านการขับขี่ และเมื่อนำมารวมกับความสูงตัวถังรถที่สามารถผันแปร ทำให้สามารถปรับความสูงของสปอยเลอร์หน้า เพื่อให้ได้องศาที่ดีที่สุดและขจัดข้อขัดข้องทั้งหมด เมื่อตั้งให้ต่ำที่สุด จะมีความมั่นคงเมื่อขับขี่ในความเร็วสูง และแน่นอนทำให้การขับขี่ดีขึ้น ในส่วนขอบด้านบนของกระจกบังลมด้านหลัง คือ ชื้นส่วนที่ทำให้มีการหันเหของลม ซึ่งจะเปลี่ยนทิศทางของกระแสลม ไปยังกระจกบังลมด้านหลังและสปอยเลอร์ที่ปรับได้ เมื่อนำมาควบรวมในทำนองเดียวกันกับสปอยเลอร์หลัง ความสมดุลในการขับขี่ของ Urus จะสามารถปรับเปลี่ยนการขับขี่ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมได้ด้วย

การ ออกแบบของ Lamborghini นั้น มีเอกลักษร์เฉพาะ รถ Lamborghini ทุกคันเปรียบเสมือนการออกแบบผลงานทางศิลปะที่ล้ำยุคล้ำสมัย และทุกคันมีความสมบูรณ์แบบในตัวมันเอง Lamborghini Urus คันนี้ได้ยึดมั่นในตรรกะเดียวกันกับรถสปอร์ตของค่าย ด้วยความแน่นหนาอย่างมาก และการใช้เส้นที่คมมากทำให้เกิดความแม่นยำ ซึ่งถือเป็นการออกแบบลำดับต้นๆ ของอุตสาหกรรมยานยนต์ และการทำความสะอาด ความเรียบร้อย และความประณีตในการดำเนินการ แสดงให้เห็นถึงความยอดเยี่ยมในความสามารถ รวมถึงประสบการณ์ที่ผ่านมาของ Lamborghini ในด้านการออกแบบ การประกอบ และการผลิตตัวรถยนต์ ซึ่งผลลัพธ์ คือการออกแบบที่แม่นยำอย่างมาก ด้วยเทคโนโลยีที่มีอยู่ สิ่งนี้คือความมหัศจรรย์ในการสร้างสรรค์ ผลงานทางวิศวกรรมยานยนต์ของชนชาติอิตาเลียน

เริ่ม ต้นจากส่วนหน้าของรถ แสดงให้เห็นถึงความเป็นแบบฉบับรถครอบครัว มีลักษณะเป็นสามมิติแบบเส้นคม มีช่องรับอากาศขนาดใหญ่อยู่ทั้งซ้ายและขวา ไฟหน้าขนาดใหญ่ลักษณะเป็นรูปตัว Y เทคโนโลยีที่นำอากาศบริสุทธิ๋ รวมถึงเส้นที่ลากตั้งแต่หลังคาจนมาถึงด้านท้ายของรถยนต์ ทั้งหมดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะในด้านการออกแบบของแลมโบร์กินี ซึ่งล้วนแล้วถูกออกแบบอยู่ในเจ้า Urus คันนี้ รายละเอียดในส่วนอื่นๆ ก็ถูกตกแต่งและปรับเปลี่ยนใหม่ ยกตัวอย่างเช่น ไฟหน้าถูกปรับเปลี่ยนเป็นการฉายไฟในแนวขนาน รูปทรงเป็นลักษณะเจ็ดเหลี่ยม และด้วยความพิเศษของเทคโนโลยี LED ที่จะประกอบอยู่ในไฟทั้งสองข้าง โดยแต่ละข้างจะติดตั้ง LED คุณภาพสูงถึงสามอัน สำหรับไฟ LED จะปรับตัวไปตามแสงที่เกิดขึ้นในช่วงระหว่างวัน ในขณะที่ไฟตัดหมอก LED จะถูดติดตั้งอยู่ใต้ช่องรับอากาศขนาดใหญ่ นอกเหนือจากนี้ยังมีการปรับแต่งบริเวณสปอยเลอร์หน้า การมองข้างที่เป็นเอกลักษร์เฉพาะของ Urus คือ กระจกที่มีพื้นผิวแคบซึ่งจะทำให้มองท้ายรถได้อย่างคมชัด ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อนำแนวหลังคาและขอบล้อหลังอันทรงพลังมาควบรวมเข้าด้วยกัน ทำให้ดูมีความสปอร์ตและน่ายำเกรงอย่างยิ่ง สำหรับรอยที่เว้าเข้าไปจากด้านหลังของขอบล้อหน้า เพื่อลดการนำเข้าอากาศจากด้านข้าง ที่จะช่วยเพิ่มระดับความคล่องแคล่วว่องไวในการควบคุม

ล้อ ที่มีความคงทนแข็งแรง คือ ส่วนที่สำคัญของ Lamborghini ทุกคัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นในด้านการขับขี่ของรถ SUV ด้วยแล้ว ล้อคือส่วนที่สำคัญ ซึ่งวงล้อขนาด 24 นิ้วใหม่ล่าสุด หลอมจากอะลูมิเนียม ปีกขนาดเล็กทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ทั้ง 5 อัน ทำให้การระบายอากาศมีความเหมาะสม เจ้ากระทิง Urus ถูกชโลมด้วยสีแดงสวยสดใส เพื่อให้ตัดกับสัดส่วนของตัวถัง ซึ่งทำมาจากคาร์บอนไฟเบอร์ผสมกับโพลีเมอร์ สำหรับส่วนที่ใหญ่ที่สุดของชิ้นงานสปอยเลอร์หน้า ขอบประตูรถทั้งสองข้าง และแผ่นรีดลมอันทรงพลังทั้งหมดถูกทำมาจากคาร์บอนไฟเบอร์เช่นกัน ภายในห้องโดยสารจะไม่มีกระจกมองหลังเหมือนรถปกติทั่วไป แต่จะถูกแทนที่ด้วยจอมอนิเตอร์ที่ฉายภาพด้านหลังของรถ โดยภาพนี้จะปรากฏบนจอ TFT ทั้งสองข้าง ซึ่งจอทั้งด้านซ้ายและขวา จะถูกปรับให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมกับผู้ขับขี่มากที่สุด

ด้าน ท้ายของ Urus เป็นสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับ Lamborghini มันดูทรงพลัง แต่ไม่ดูใหญ่โตเทอะทะ ช่องแคบบริเวณไฟท้ายมีการนำสัญลักษณ์ตัว Y ที่จะมาเชื่อมต่อกับแผ่นสีดำเพื่อเน้นให้เห็นถึงความกว้างของรถ ทุกส่วนของตัวรถถูกใสใจอย่างพิถีพิถันโดยนักออกแบบของแลมโบร์กินี แม้แต่ระบบการปล่อยไอเสีย ท่อไอเสียทั้ง 4 ที่มีลักษณะหกเหลี่ยมได้ถูกติดตั้งโดยมีโครเมียมล้อมรอบ

Lamborghini Urus เป็นรถที่ตอบโจทย์ความเป็นสปอร์ตในรถประเภท SUV ได้อย่างชัดเจน มันสามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร้ขีดจำกัด ซึ่งพิสูจน์ได้จากภายในของเจ้ากระทิงตัวนี้ โดยผู้ขับขี่ และผู้โดยสารอีกสามคน เมื่ออยู่ภายในจะรู้สึกเหมือนกับได้ใส่เสื้อผ้าที่ตัดพอดีตัว แต่เต็มไปด้วยความสะดวกสบาย เป็นการยากที่จะปฏิเสธได้ว่า Lamborghini ได้ผลิตรถสปอร์ตในรูปแบบรถ SUV โดยแท้จริงแล้ว ความสมบูรณ์ของภายใน คือ การรักษาไว้ซึ่งกลยุทธ์การออกแบบให้มีน้ำหนักเบาของห้องโดยสาร ด้วยการใช้คาร์บอนไฟเบอร์ผสมกับโพลีเมอร์ บริษัท Lamborghini เป็นเจ้าของเอกลักษณ์ความสามารถในการนำวัสดุคาร์บอนมาใช้ และนำเอานวัตกรรมเทคโนโลยีนี้ใช้ในรถต้นแบบคันนี้ ปล่องตรงกลางมีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก โครงสร้างคาร์บอนไฟเบอร์ทำมาจาก Forged Composite® ซึ่งอยู่ภายในทุกส่วน ยกเว้นเพียงบางส่วนที่ตกแต่งด้วยหนังเพื่อกันการกระแทก โดยกันแระแทกแต่ละอันจะตกแต่งในเบาะนั่งทั้งสี่ สำหรับตำแหน่งของที่นั่งนั้นต่ำและดูดีกว่าคันอื่นๆ ในประเภทเอสยูวี และแน่นอนเบาะที่นั่งทั้งสี่ถูกทำขึ้นจาก Forged Composite®

รถ ต้นแบบ Lamborghini Urus ยังนึกถึงหลักปรัชญาในการดำเนินการ หลังพวงมาลัยยังประกอบด้วยเกียร์บนพวงมาลัยส่งกำลังแบบ Dual-Clutch ฟังก์ชันอื่นๆ เช่น ไฟแสดงสถานะ ที่เปิดไฟ ที่ปัดน้ำฝน ทั้งหมดรวมอยู่ในสวิตชท์ มัลติฟังก์ชันบนพวงมาลัย หรือตรงคอนโซล โดยผู้ขับขี่สามารถส่งข้อมูลต่างๆผ่านโปรแกรม บนหน้าจอ TFT ที่อยู่บนด้านหลังของพวงมาลัย ในส่วนของฟังก์ชันอื่นๆ เช่น ระบบเนวิเกชั่น ระบบความบันเทิงต่างๆ และระบบควบคุมอุณหภูมิ จะดำเนินการด้วยหน้าจอสัมผัสที่ติดตั้งอยู่บริเวณปล่องตรงกลาง และหน้าจอสัมผัสก็ยังมีให้สำหรับผู้นั่งเบาะหลังอีกด้วย

บริษัท Automobile Lamborghini S.p.A ก่อตั้งขึ้นในปีพ.ศ. 2506 สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมือง โบโลญญ่า ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นสถานที่ผลิตรถยนต์ซุปเปอร์คาร์ ที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดในโลก สืบเนื่องจากในปีนี้ทาง Automobile Lamborghini S.p.A ได้มีการจัดแสดงกระทิงเปลี่ยวรุ่น อเวนทาดอร์ แอลพี 700-4 ณ งานเจนีวา มอเตอร์โชว์ ทำให้ Automobile Lamborghini S.p.A ได้ผลิกหน้าประวัติศาสตร์ของวงการซุปเปอร์คาร์ ด้วยการที่มีผู้จัดจำหน่ายทั่วโลกแล้วมากกว่า 120 ราย สำหรับบริษัท Automobile Lamborghini S.p.A ได้ผลิตรถยนต์ซุปเปอร์คาร์สืบทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น บนพื้นฐานของความคิดสร้างสรรค์และความสวยงาม อาทิเช่น รุ่น 350จีที, มิวร่า, เอสปาด้า, คูนทาช, ดิอาโบล, เมอร์เซลาโก, รีเวนตัน คูเป้, รีเวนตัน โรสเตอร์, กัลญาร์โด้ แอลพี 560-4 คูเป้ และ สไปเดอร์, กัลญาร์โด้ แอลพี 570-4 ซุปเปอร์เรจจิร่า และรุ่นที่เปิดตัวล่าสุดอย่าง แอลพี 570-4 สไปเดอร์ เพอร์ฟอร์มานเต้.



Arcom roumsuwan
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom